It is currently 29 Nov 2009, 06:19

All times are UTC + 7 hours



Welcome
Welcome to cool club for love
ยินดึต้อนรับเข้าสู่ คลับของคนรักนิยาย Cool Club for Love

นิยายจาก Fullmoon Sunrise Bluestar

RedRose, Fallen

บอร์ดนิยายนี้ไม่ได้ทำมาเพื่อการค้าใดๆ เป็นที่ที่เปิดกว้างให้นิยายทุกแนวได้มีโอกาสเปิดตัวต่อสาธารณะชน

การกระทำใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้า จึงไม่อยู่ในความรับผิดชอบของบอร์ด


join our community today!


Post new topic Reply to topic  [ 3 posts ] 
Author Message
 Post subject: กลวิธีการเขียนนิยาย
PostPosted: 11 Jan 2009, 21:31 
Offline

Joined: 05 Oct 2008, 22:34
Posts: 27
หลายคนถามหลายคนอยากรู้วิธีการเขียนนิยาย

วันนี้ดอลฟิน ซึ่งเป็นจบอักษรศาสตร์จะนำทฤษฎีมาลงไว้ให้กับคนที่อยากเริ่มเขียนนิยาย


Top
 Profile  
 
 Post subject: Re: กลวิธีการเขียนนิยาย
PostPosted: 12 Jan 2009, 10:43 
Offline

Joined: 01 Dec 2008, 14:01
Posts: 5
แหะๆ ผมต้องออกตัวก่อนว่าจบทางอักษรมา แต่ก็ไม่ใช่ จุฬา นะครับ เพียงแต่การสอนของคณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาผม ก็เป็นแนวเดียวกับที่ อักษร ฯ จุฬา
เมื่อวานต้องขออภัย เด้งตลอดเลยโพสไม่ได้สักที
วันนี้เลยขอคุยเรื่องการขยายโครงเรื่องเป็น Treatment นะครับ
ต้องขอบอกก่อนว่า Treatment คืออะไร ทรีทเมนต์ก็คือตัวสคริปที่ขยายมาจากโครงเรื่องอีกที มีหน้าที่ 2 ข้อใหญ่ๆ คือ

1. ควบคุมเรื่องให้อยู่ในกรอบแผนเดิมของเรา ไม่ให้หลงประเด็นหรือออกทะเล
เพราะเรื่องที่ออกทะเล ไม่ว่าจะเกิดจากการจงใจยืดเรื่องของคนเขียนเพราะอยากชื่นใจที่มีคนมาอ่านมากๆก็ดี หรือเป็นเพราะเกิดไอเดียใหม่ขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าแก๊กใหม่นั้นดีมากน่าหยอดใส่ในนิยายเหลือเกิน เลยเพิ่มเติมเข้าไป จนเนื้อหาหลงประเด็นไปจาก Theme เรื่องก็ดี ล้วนให้ผลแก่งานเขียนและตัวคนเขียนในทางร้ายทั้งสิ้น ดังเช่น ตัวอย่างที่เราพบจาก ละคร ช่อง 7 ที่พอคนติดก็ยืดเรื่อง แล้วพอคนบ่นก็จบเอาดื้อๆ ว่ามันน่าทวงค่าไฟที่เราอุตส่าห์เสียไปเพื่อเปิดถ่างตาดูมาเกือบเดือนคืนจากช่องไหม

2. ช่วยเตือนให้นักเขียนรู้ว่าเราดำเนินเรื่องมาถึงไหนแล้ว ดุจมีเลขาส่วนตัว เพราะหลายครั้งที่เราแต่งๆไปแล้วลืมว่า มาถึงตรงไหนของโครงเรื่องแล้ว แล้วก็ต้องวนไปเอาทั้งเรื่องย่อมาอ่านดู ซึ่งมักเกิดกะนักเขียนที่เป็นคนทำงาน ที่บางครั้งร้างราจากนิยายตัวเองไปนานๆ จนลืมว่าเรื่องไปถึงไหนแล้ว Treatment จะช่วยท่านได้เป็นอย่างดี

กล่าวโดยสรุปคือ Treatment จะช่วยรักษาสภาของเรื่องให้นุ่มนวลน่าติดตาม ไร้ซึ่งโทษให้สปอยเล่อร์มาตำหนิหรือโจมตี ประดุจ Treatment ในแชมพูที่ช่วยให้เส้นผมของสาวๆทุกคนนุ่มสลวยน่าจับน่าลูบน่าดมอยู่เสมอนั่นเองครับ ดังนั้นเรื่องที่ขาด Treatment จึงมักหลวมเกินไปบ้าง กระด้างเกินไปบ้าง จนคนดูรู้สึกติดขัด ไม่สมจริง และสปอยเล่อร์สามารถหาช่องยำได้อย่างง่ายดาย

คำถามที่พบบ่อยๆ
Q : คุณดอลฟินคะ แต่ไอเดียใหม่ที่ปิ๊งออกมาเนี่ยมันเดิลมากๆเลยนะคะ แล้วเดี๊ยนจะโยนทิ้งไปเหรอ
A : สำหรับกรณีนี้ อจ ผม แนะนำให้จดไอเดียนั้นใส่สมุดโน้ตไว้ แล้วไปใช้กับเรื่องต่อไปครับผม เพราะถึงแม้จะเปลี่ยนตัวละครไป แต่ Theme ของไอเดียนั้นจะยังคงเดิมเสมอ จึงสามารถทำให้คนอ่านรู้สึกตามจุดประสงค์ของเราได้แน่นอน เช่น สมมุติ แฟนฟิคของ ดร ป๊อบ มาอ่านงานของพี่ RedRose เรื่อง To win your Heart แล้วนำมุกที่พี่โรสให้ นายโจ้กะพี่วีร์นอนหลับพิงกันในโรงหนังไปทำให้ตารัตน์เข้าใจผิด จนเจนนี่มาวีนแล้วเอ๋อแดกทีหลังจนพบรักกะนายโจ้ ไปแต่งฟิคตัวเองให้ พอล 1 ใน 3 ยมทูตสาวของโอห์มา ไปดูหนังด้วยกันแล้วต่างฝ่ายต่างใช้เวทสลีปยิงใส่กันเพื่อจะลักพาตัวอีกฝ่ายไปใช้ประโยชน์จนหลับไปทั้งคู่ แล้วมิไลก้า (นางเอกที่เป็นแฟนพอลในภาค 1 ) ตามมาเจอ แล้วเข้าใจผิดไปปล่อยโฮบอกริชาร์ดว่าพอลนอกใจ ทำให้ริชาร์ดมาต่อว่ายมทูตสาวจนหน้าแตกไป แล้วผลจากการหน้าแตกก็ทำให้ริชาร์ดหลงรักยมทูตสาว หรือจะทำให้ยมทูตสาวหลงรักริชาร์ดก็ตาม ลักษณะอารมณ์คนอ่านที่ออกมาจากการเสพนิยายในตอนดังกล่าว จะไม่แตกต่างกันเลย

อารัมภบทมากไป ขอเริ่มเรื่องการจัด Treatment ให้นิยายเลยละกันครับ


Top
 Profile  
 
 Post subject: Re: กลวิธีการเขียนนิยาย
PostPosted: 12 Jan 2009, 11:04 
Offline

Joined: 01 Dec 2008, 14:01
Posts: 5
ถ้าจะพูดถึงการเขียนบททรีทเมนต์ (ทั้งนิยายและหนัง) ให้ถูกต้องเลย
ผมจะขอยก ตย เพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ ช่วงปะทะไอ้แหว่ง มาเป็นกรณีศึกษานะครับ

ซึ่งเมื่อเราแปรรูปโครงเรื่องของเราเป็น Treatment แล้วมันจะแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนๆได้ดังนี้

1. ขั้นตอนแรกคือการ Exposition หรือ บางตำราจะเรียก Expose เฉยๆ จะเป็นการแนะนำตัวละครเอก - ปัญหาหลักที่เป็นคู่ศัตรูของตัวเอก (ซึ่งในกรณีของปัญหาที่เป็นศัตรูนี้ เราไม่จำเป็นต้องแนะนำชัดเจนก็ได้ว่า เพศไร รูปร่างยังไง เผ่าอะไร หน้าตายังไง และเป็นใคร บอกเพียงแค่ให้ผู้อ่านหรือผู้ชมสามารถรับรู้ได้ว่า ไอ้ตัวนี่มีอยู่จริง และบอกบุคลิกภาพคร่าวๆของมันก็พอ) ส่วนตัวเอก (พระเอก - นางเอก) จำเป็นต้องให้ผู้อ่านรู้ให้มากที่สุด ( 80 - 99%) ว่าเขาและเธอหน้าตายังไง นิสัยยังไง บุคลิกรสนิยม และความคิดเป็นไง

- เปรียบเทียบกับเพชรพระอุมา ภาคไพรมหากาฬ เริ่มต้นมายังไม่ทันออกป่า เราก็รู้หน้าตา ระบบความคิด บุคลิก และอะไรๆของ ดาริน วราฤทธิ์ และ รพินทร์ ไพรวัลย์ ไปเกือบหมดเปลือกแล้ว และสำหรับแงซาย พอเขามาสมัครเข้าร่วมการเดินทาง อจ พนมเทียนก็ท้าวความย้อนไปถึงอดีตของแงซายที่เคยปะทะกับรพินทร์ ให้เรารู้ภูมิหลังและพิษสงความเจ้าเล่ห์ รวมถึงเหลี่ยมคูของแงซายด้วย ทั้งหมดนี่คือการ Exposition ตัวเอกทั้งสาม เพื่อที่จะให้ผู้อ่านหรือผู้ชมได้รู้จักตัวละครหลัก และอาจจะได้สนุกไปกับการเดาสุ่มล่วงหน้าว่า ตัวละครทั้งสามจะมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร รพินทร์จะปราบพยศดารินได้ไหม ? และสงครามเย็นระหว่างรพินทร์กะแงซายในตอนต่อไปจะเป็นยังไง และใครจะชนะ เป็นต้น

- จากนั้นคือการ Expose ตัวปัญหาหลักของภาคบ้าง แน่นอน ทั้ง ไอ้กุด ไอ้แหว่ง ถ้าผมจำไม่ผิดถูกรพินทร์เล่าบรรยายกิตติศัพท์และประวัติก่อนที่คณะของเชษฐาจะเข้าถึงเขตป่าที่อันตรายเสียอีก (ไม่แน่ใจว่าเล่าตั้งแต่ในออฟฟิต หรือ ในหมู่บ้าน แต่แน่ใจว่าเล่าก่อนเข้าถึงป่าเขตอันตราย) ซึ่งผลจากการ Expose คนอ่านก็จะทราบแล้วว่า เสือกัับช้างที่รพินทร์พูดถึง ต้องเป็นตัวปัญหาแน่ๆ และแน่นอนผู้อ่านได้ทราบรูปพรรณสันฐานและบุคลิกของพวกมันคร่าวๆแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีใครกล้าฟันธงว่า ตัวที่เป็นปัญหาสำคัญของภาค 1 นี้ คือ เสือหรือช้าง ต้องอ่านจนจบถึงจะรู้ว่าคือ ไอ้แหว่ง (ช้าง)

* * ในเมื่อกล่าวถึงขั้นตอนการวาง treatment เรื่องแล้ว ก็คงต้องกล่าวถึง vibration ด้วยเลย ไวเบรชั่นของเรื่อง ก็คือ ความแรงของเนื้อหาในนิยายของเราซึ่งจะส่งผลต่ออารมณ์ของคนอ่านไปตลอดเรื่อง ซึ่งเราสามารถวาดกราฟแสดงความแรงของเรื่องนี้ได้ตั้งแต่บทแรกเลยล่ะครับ โดยกราฟแทนค่าของไวเบรชั่นนี้ เราจะวาดแบบกราฟหัวใจคนเลยแหละครับ ซึ่งตอนนี้กราฟจะขึ้นจากจุดเริ่มต้นในแนวเฉียงเพียงเล็กน้อย (น่าจะได้มุมแหลมประมาณ 10 -20 องศา ) และความยาวของเส้นกราฟจะไม่ยาวมากนัก น่าจะอยู่ประมาณครึ่งนิ้วได้ เพราะยังอยู่ในช่วงต้นเรื่อง ภาวะการสั่นไหว หรือความตึงเครียดทางอารมณ์จึงยังไม่ควรจะหนักนัก เพราะไม่งั้นแล้ว หากเริ่มต้นมาเราก็ทำให้คนอ่านเครียดแล้ว ในขั้นตอนต่อๆไป คนที่จะต้องเครียดแทบกระอักคือตัวเราเอง เพราะเราจะต้องทำให้ไวเบรชั่นของเรื่องเพิ่มดีกรีการสั่นสะเทือนและกดดันที่รุนแรงขึ้นในขอบเขตที่สมดุลกะการเริ่มเรื่อง จึงจำเป็นต้องเพิ่มความแรงของเรื่องให้มากยิ่งๆขึ้นไปเรื่อยๆ (ทำลายสถิติตัวเองไปเรื่อยๆจนจบเรื่องว่างั้น) เพราะหากเราเริ่มต้นเรื่องแรงๆแล้วจืดลงไปเรื่อยๆ ก็คิดเอาเองละกันครับว่าจะมีใครอยากติดตาม
ดังนั้นหากเราทำให้ไวเบรชั่นแรกของเรื่องเป็นกราฟที่มีความยาวมากกว่า 2 นิ้ว และมีแรงสั่นสะเทือนสูง คือทำมุมตั้งแต่ 45 องศาขึ้นไป ผมการันตีว่า คนแต่งกระอักเลือดตายคาจอคอมหรือคาโน้ตบุคก่อนแต่งจบครับ...

2.หลังจาก Expose ก็คือ Inciting Moment ซึ่งอินไซติ้งโมเมน (ต่อไปขอเรียกย่อๆว่า อินไซต์) จะเป็นจุดปะทะจุดแรกระหว่างตัวเอกกับฝ่ายตรงข้าม แน่นอนในเมื่อเราจะพูดถึงตัวปัญหาหลักที่จะให้ไคลแม็กซ์แก่เราเท่านั้น ดังนั้นผมจะไม่พูดถึงไอ้กุด แต่จะพูดถึงไอ้แหว่งเท่านั้น
อินไซต์ระหว่างคณะของรพินทร์ กับ ไอ้แหว่ง ก็คือการที่บุญคำ (น่าจะเป็นบุญคำนะครับ คิดว่าคงไม่ใช่จัน หรือ เกิด หรือ เส่ย แน่ๆ) กับลูกหาบเคราะห์ร้ายคนหนึ่งไปจ๊ะเอ๋กับมันเข้า และถูกมันไล่ล่า แน่นอนมันฆ่าลูกหาบตาย แต่บุญคำรอดกลับมารายงาน และนั่นคือหน้าที่ของอินไซต์ที่จะปูพื้นให้ผู้อ่านทราบคร่าวๆว่า 2 ฝ่ายนี้ คือฝ่ายพระเอก กับ ผู้ร้าย (รพินทร์กับไอ้แหว่ง) จะต้องปะทะกันแน่ๆ ไม่มีทางดีกันด้วยสันติได้ มาถึงตรงนี้ผมคงต้องขอบอกด้วยว่า

อินไซต์จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เพราะมีหน้าที่เพียงแค่จุดประกาย Conflict ให้ตัวเอกกับตัวร้ายขัดแย้งกัน หากจะมีการปะทะกันครั้งต่อๆไปจะเป็น Rising action เท่านั้น ไม่ใช่อินไซต์ พูดง่ายๆคืออินไซต์คือบทที่ทำให้ ตัวเอก กับศัตรูถาวรของตัวเอก หมายหัวกันและกันไว้นั่นเอง ว่าเอ็งกับข้าไม่มีทางเป็นมิตรกันได้...! ส่วนหลังจากเกิดอินไซต์แล้วตัวเอกจะตัดสินใจประกาศสงครามกับศัตรูเลย หรือจะปล่อยไปก่อน ทำนองว่า " ถ้าหลีกเลี่ยงที่จะปะทะกันได้ก็ดี... " มันก็แล้วแต่คนเขียน ซึ่งอันนี้ขอให้ข้อสังเกตว่า ถ้าเป็นหนัง หรือ เรื่องสั้น พอจบอินไซต์ปุบ ตัวเอกก็ตัดสินใจประกาศสงครามกับอีกฝ่ายเลย ซึ่งคงเป็นเพราะข้อจำกัดในเรื่องเวลาและความยาวของเรื่องสั้น กับ หนัง

ซึ่งในเรื่องของ Vibration ณ เวลานี้ กราฟจะมี 3 เส้นต่อกันแล้วครับ คือกราฟของ Expose ในตอนแรกที่ผมบอกว่ายาวไม่เกินครึ่งนิ้ว มุมไม่เกิน 20 องศา นั่นแหละ กับเส้นต่อมาคือเส้นกราฟที่ทำมุม 180 องศา หรืออาจจะทอดเอนลงมาทางขวาล่าง ในลักษณะมุมกลับประมาณ 182- 185 องศา ซึ่งเป็นช่วงของ falling action ที่เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจาก Expose คือการเดินทางผจญภัยเล็กๆน้อยๆ + ชมนกชมไม้ยิงสัตว์ในป่า หลังจากที่รับแงซายเข้าพวกแล้ว ซึ่ง Falling action นี้นอกจากจะช่วยให้เรื่องเกิดความสมจริงต่อเนื่องแล้ว ยังเป็นช่วงพักอารมณ์ผู้อ่าน และพักให้น้ำคนเขียนด้วยครับ ^ ^ แน่นอนรสของ Falling action หากไม่ใช่ ศานตรส หรือ เสาวรจนี ก็จะเป็นรสที่เบากว่ารสช่วงอื่นๆของเรื่อง กล่าวคือถึงดารินจะมีปะทะกับรพินทร์ ก็จะเป็นแค่ พีรรส เบาๆ แบบงอนตุ๊บป่อง หรือ แหวใส่แค่พอประมาณให้รู้ว่าโกรธนะ แต่จะไม่มีกรี๊ดๆๆๆๆ ออกแนวพิโรธวาทังเต็มลิมิตแน่ๆ เพราะนั่นเป็นบทที่จะเกิดในช่วง Rising action หรือ Crisis และ Climax เท่านั้น
และกราฟเส้นสุดท้ายก็คือกราฟของอินไซต์นี่แหละครับจะเป็นมุมเฉียงขึ้นอีกครั้งอาจจะสัก 35 -45 องศาได้ ให้รู้ถึงภาวะอารมณ์ตัวเอกที่มีต่อฝ่ายตรงข้าม ว่ารุนแรงพอที่จะปฏิเสธไมตรีจากอีกฝ่ายได้ตลอดกาล แต่ความยาวของกราฟก็จะสั้นมากๆ สั้นกว่า Expose อีก คือประมาณ 1 เซนครึ่ง - 2 เซน

3. ทีนี้ถ้าเกิดว่าตัวเอกยังไม่ประกาศสงครามล่ะ...แบบว่าถ้าตัวเอกเป็นคนใจเย็น อินไซต์ก็ไม่อาจทำให้ตัวเอกกับตัวร้ายปะทะกันได้ มีผลเพียงแค่ให้ไม่ชอบหน้ากัน ไม่ยอมเป็นมิตรแก่กันเฉยๆ แน่นอนกรณีของรพินทร์ก็เช่นกัน เขาตั้งใจจะหลีกเลี่ยงการปะทะกับไอ้แหว่งมากกว่าที่จะตามไปเด็ดหัวมันทันทีเลย (ถ้าจำไม่ผิดเพราะต้องการเก็บอาวุธและกระสุนไว้ใช้ยามจำเป็นมากกว่านี้ + ต้องการประหยัดเวลาหรืออะไรทำนองนี้นะครับ) ซึ่งหากเรื่องราวเป็นไปเช่นนั้นแล้ว คนเขียนก็จำเป็นจะต้องให้มีจุดปะทะอีกครั้งที่จะ Build อารมณ์คนอ่านและตัวละครเอกให้รู้สึกตรงกันว่า " อ้าว แบบนี้ก็สวยเซ่...! " หรือ " แบบนี้อยู่เฉยๆไม่ได้แล้ว...! " แล้วตอนไหนเอ่ย แน่นอน ตอนที่มันเอาโขลงตามราวีไม่เลิก แม้ว่าฝ่ายพระเอกจะพยายามอุเบกขายังไง ก็จองเวรไม่เลิก และถึงกับทำร้ายเชษฐาจนบาดเจ็บ ทำให้ดารินตัดสินใจว่า " ฉันจะต้องฆ่าช้างตัวนี้ให้ได้...! " ซึ่งจุดดังกล่าวของเรื่องคือ Turning point ครับ ผมเข้าใจว่าที่เรียกเทิร์นนิ่งพอยท์ เพราะอาจจะเอาตามแอคชั่นตัวละครเอก ที่พระเอก + นางเอกพยายามหันหลังหนีไม่สู้แล้ว พยายามไม่ยุ่งด้วยแล้ว แต่ตัวร้ายก็ตามจองเวร ตามราวีไม่เลิก ทำนองไม่ตายจากกูไปกูไม่หยุด จนสุดท้ายพระเอก - นางเอก ก็ต้องหันกลับมาสู้ (Turning)

* เทิร์นนิ่ง พอย ก็จะเช่นเดียวกับอินไซต์ครับ จะเกิดขึ้นเพียงจุดเดียวครั้งเดียวเท่านั้น ส่วนกราฟไวเบรชั่นของเรื่อง ที่ดำเนินมาจนถึงส่วนของเทิร์นนิ่ง โดยปกติก็จะมี 5 เส้น คือหลังจากผ่านอินไซต์แล้ว จะมี Falling action หลังอินไซต์อีก 1 เส้น เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องที่จะช่วยให้อารมณ์คนอ่าน (และคนเขียน) ผ่อนคลายลง ซึ่งหากไม่ลากไปตรงๆ 180 องศา ก็จะประมาณ 182 -185 องศา อีกแหละครับ แล้วพอมาถึงช่วง เทิร์นนิ่งกราฟก็จะชี้ขึ้นย้อนรอยอินไซต์ แต่จะมีองศาของมุมและความยาวของเส้นที่มากกว่าเล็กน้อย ตามอารมณ์ตัวเอก
แต่ในกรณีของเพชรพระอุมานี่ อจ พนมเทียนท่านเก่งครับ ท่านเอา Rising action มาใส่สลับกับ Falling action ได้อย่างมีรสชาติ น่าติดตามมาก ดังนั้นกว่าจะถึงเทิร์นนิ่งพอย ถ้าผมคำนวนไม่ผิดกราฟน่าจะสัก 7 - 11 เส้นไปแล้ว แต่อัตราขึ้นๆลงๆก็จะยังสมดุลอยู่ เพราะไรซิ่งแอคชั่นในช่วงแรกๆ จะเล่นแรงเกินไปก็ไม่ได้ เพราะมันจะส่งผลสะท้อนถึงคนเขียนโดยตรงก่อนจะถึงคนอ่านเสียอีก (ดังที่กล่าวข้างต้นมาแล้ว ซึ่งใครจะอยากเครียดกับการที่จะต้องทำลายสถิติตัวเองไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้เรื่องหลวมหรือจืดก็เชิญนะครับ เพราะผมถือว่าได้เตือนท่านด้วยความหวังดีแล้ว)

4. Rising action - Crisis คือช่วงกระตุกอารมณ์คนดูครับ แต่ยังไม่ถึงที่สุด กล่าวคือถ้าจะมีคนเจ็บ คนตาย ก็แน่นอนว่าต้องไม่ใช่พระเอกหรือนางเอก แต่ก็ช่วยให้คนดูเคียดแค้นตัวร้ายแทนพระเอก - นางเอก ได้มากขึ้น ผมก็จำไพรมหากาฬไม่ใคร่ได้แล้ว แต่ที่แน่ๆ Rising และ Crisis มีแน่ๆ โดยจะเป็นช่วงการปะทะกันของแหว่งกับพวกพระเอก ตั้งแต่มันฆ่าลูกหาบคนแรก จนถึงมันทำร้ายเชษฐา และหลังจากมันทำร้ายเชษฐา จนถึงตอนที่ดารินได้ปะทะกับมัน โดยความแตกต่างของ Rising กับ Crisis คือ Rising จะเป็นจุดปะทะเบาๆ - ปานกลาง จนถึงค่อนข้างแรงเกือบเท่าไคลแมกซ์ ส่วน Crisis จะตั้งแต่ ค่อนข้างแรง ไปจนถึงแรงเท่าไคลแมกซ์ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเอก เช่น ตอน มิสเตอร์ฮอฟมัน / นางเทียะ / วายุ / กุตะมะ ถูกฆ่าตาย เหล่านั้นคือ Crisis เพราะกระชากใจคนดูเทียบเท่าไคลแมกซ์แต่หาได้เกิดกับตัวเอกไม่ จึงไม่ใช่ไคลแมกซ์

และถ้าจะให้พูดถึงกราฟ Crisis และ Rising acton ระดับปานกลาง - รุนแรง ก็นึกถึงกราฟหัวใจช่วงกลางๆอะครับ มันจะเริ่มยกตัวขึ้นสูง และทิ้งตัวลงต่ำ แบบรถไฟเหาะ Jet คอสเตอร์แล้ว และแน่นอนภาวะอารมณ์ของคนดูก็จะถูกเนื้อหาของเรื่องบีบให้รู้สึกตึงเครียดทำนองนั้น

5. Climax จุดสำคัญ จุดตัดสินระหว่างตัวเอกกับฝ่ายตรงข้าม ในวินาทีที่เป็นการแตกหัก คือต้องรอด 1 ตาย 1 เท่านั้น (ถ้าไม่ตายก็ต้องเหมือนตาย) และไม่มีทางหลีกเลี่ยงการปะทะครั้งนี้ได้ เช่น ดาริน ปะทะ ไอ้แหว่ง หรือแงซายรบกับรหัสยะ เพราะถ้าดารินไม่ยิงไอ้แหว่งเธอเองก็จะต้องถูกมันฆ่า เพราะไอ้แหว่งซึ่งชิงชังมนุษย์ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด คงไม่ปล่อยเธอแน่ๆ ขณะที่แงซายเองก็ไม่มีทางอภัยให้รหัสยะกับพี่ชายของมันอยู่แล้ว และรหัสยะเองก็ไม่มีทางปล่อยให้แงซายรอดเช่นกัน ซึ่งแท้จริงแล้วในช่วงของ Climax นี้ ใครจะชนะก็ได้ แต่คนเขียนส่วนใหญ่จะให้ ธรรมะชนะ เพราะส่วนใหญ่คนทั้งโลกต้องการแบบนั้น มีบ้างที่จะจบแบบ Evil win ดังเช่น เรื่องเวลาในขวดแก้ว หรือคำพิพากษา (ไอ้ฟัก)
ซึ่งกราฟของไคลแมกซ์นี้จะให้มุม แหลมที่ใหญ่โต และเส้นที่ยาวเข้มกว่า จุดปะทะอื่นๆของเรื่อง กล่าวได้ว่าเป็นเส้นที่โดดเด่นที่สุดใน ไวเบรชั่นทั้งหมด (แต่ไม่มีทางที่มุมจะออกมาเป็น 90 องศานะครับ - - อย่างเก่งก็ประมาณ 88 + มั้ง)
ซึ่งพอจบจากไคลแมกซ์ มันจะมี Falling action (แบบบังคับ) เพื่อผ่อนคลายอารมณ์คนอ่าน ก่อนจะเข้าสู่ช่วง Ending เช่นหากจบแบบ Evil win อย่างเรื่องคำพิพากษา (ไอ้ฟัก) เขาก็จะบรรยายว่าฟักตายแล้ว อย่างโง้นยังงี้ บรรยายศพฟักไปเรื่อยๆ พอลุงไข่มาเจอก็ยังมีการปลอบประโลมฟักที่ตายไปแล้วอีกพักหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงของ Falling action ให้คนอ่านได้ทำอารมณ์และทำใจรับความพ่ายแพ้ของฟัก ก่อนที่จะเข้าสู่ Ending ซึ่งพวกครูใหญ่กับชาวบ้านจะมาพิพากษาฟักอีกว่า ที่ต้องตายอนาถแบบนี้เพราะ 1. จับแม่เลี้ยงตัวเองทำเมีย และ 2. เนรคุณครูใหญ่ (ทั้งๆที่จริงๆแล้วครูใหญ่นั่นแหละคือตัวร้ายของเรื่อง)

ซึ่งหากเราจะใส่ไคลแม็กซ์เพิ่ม เราจะต้อง Expose มันออกมาในช่วง Falling action หลัง Climax แรกจบไปนี่แหละครับ แน่นอนพอเราทำ แทนที่พอ falling action จบ จะเกิด Ending จะกลับเป็น Rising Action หรือ Crisis แล้วพุ่งขึ้นไปเป็น Climax ที่ 2 เลย หรือจะเจอ Climax ที่ 2 จังๆเลย หรือจะ Expose ตัวปัญหาที่สองก่อนแล้ว Falling action ให้มันถอยไปตั้งหลักแล้วพวกพระเอกตามไปเก็บทีหลัง นี่ก็แล้วแต่ Gift และ Talent + ไหวพริบของคนเขียนล่ะครับ

ตย เช่น ในเพชรพระอุมา (ที่เห็นง่ายๆ) ตอนจอมผีดิบมันตรัย พอมันตรัยตายสิ้นซาก ก็เป็น Falling action ตามหาแงซาย ซึ่งพอเจอแงซาย ทุกๆคน (อาจจะตัวละครด้วย) จะคิดว่าเข้าสู่ Ending แล้ว แต่ที่ไหนได้แงซายดันเจอเจ้าดำ 6 ขากัด ซึ่งแน่นอนแงซายก็เป็นตัวเอก และเจ้าดำ 6 ขานั้นฉวยโอกาสที่มันตรัยหมดความสำคัญไปแล้ว + ความประมาทของวรมันกับรพินทร์ เข้ามากัดแงซาย + + เพื่อให้เกิดไคลแมกซ์ที่สองให้คนดูและดารินตกใจเล่น ซึ่งก็แน่นอนเจ้าส่างปาก็แก้ไขสถานการณ์ได้และเจ้า 6 ขาสีดำก็ตายฟรีส่วนแงซายรอด และเข้าสู่ Ending ของภาคจอมผีดิบมันตรัยได้เสียที...

ตย จากเรื่อง Water boys ไคลแมกซ์แรกเริ่มต้นจากที่พระเอกเอาชนะความกลัวและเขินอายของตัวเองได้แล้ว ยอมออกมาแสดงให้นางเอกเห็น และยังลอบบอกรักนางเอกในจังหวะที่เข้าประชิดตัวนางเอกได้อีกต่างหาก ซึ่งเรื่องน่าจะจบได้แล้วตั้งแต่ที่นางเอกยิ้มตอบตอนนั้นด้วยอารมณ์ว่า ปลื้มมากค่ะ ดังนั้นหากจะจบการแสดงที่เหลือก็จะเป็น Falling action ธรรมดาที่ลากเข้าสู่ตอนจบที่พอการแสดงจบ พระเอก นางเอกอาจจูงมือกันกลับบ้าน หรืออาจจะไปเดทกัน แต่...ตัวปัญหาที่สองดันเกิดขึ้น เมื่อพระเอกหมุนตัวสวิงอัลตรา C แล้ว กกน หลุด + + แถมกระเด็นไปซะไกล จนเขาไม่อาจว่ายไปหยิบมาได้ เพระการแสดงจะเสียกระบวน เป็นไคลแมกซ์ที่สอง ที่ทั้งตัวละครทุกตัวในเรื่อง + ผู้ชมเกิดอาการค้าง ว่าอ้าวเฮ้ย ทำไงดีเนี่ย แล้วมันจะจบยังไง พระเอกต้องเป็นไอ้โง่อีกแล้วเรอะ (เป็นไอ้โง่มาตลอดเรื่อง ถ้าตอนจบจะเป็นไอ้โง่อีก เพราะทำการแสดงล่มก็ไม่แปลกหรอก) แต่เรื่องก็คลี่คลายได้ เพราะนางเอกแอบทำ กกน ว่ายน้ำมาให้พระเอกอยู่แล้ว แต่ไม่มีโอกาสให้สักที หล่อนเลยขว้างมันไปให้พระเอก ทำให้พระเอกสามารถขึ้นมาเป็นยอดพีระมิด จบการแสดงได้อย่างงดงาม และเติมเต็ม Ending ให้ Happy มากยิ่งขึ้น เป็นความหมายให้คนดูได้รู้ว่า นางเอกนั้นรู้อยู่แล้วว่าพระเอกเป็นอะไร และแอบซ้อมอะไรอยู่ แต่ก็ไม่เคยรังเกียจ เพราะสำหรับเธอพระเอกก็คือผู้ชายแท้ๆทั้งแท่งที่ใช้ได้คนหนึ่ง (พระเอกจึงไม่จำเป็นต้องระแวงหรือกลัวโดยใช่เหตุอีกต่อไป)

ตย จากเรื่อง ยังไงก็รัก แน่นอนไคลแมกซ์คือตอนที่เง็กวิ่งตะโกน วิญญาณร้ายจงออกไปจากผัวอั๊ว...!!! โดยมีนักข่าว และกลุ่มแม่บ้านสู้เพื่อผัว เดินตามให้กำลังใจ ประกอบกับการเล่นเพลงรักฉันนั้นเพื่อเธอ ที่ขับร้องโดยคุณเจนนิเฟอร์ คิ้ม ให้เห็นถึงหัวใจรักแท้ที่เง็กมีต่อย้ง ที่แม้ว่าจะต้องทำอะไร เพื่อให้ผัวรอด เธอทำได้ทุกอย่าง แม้จะต้องถูกเข้าใจว่าเป็นคนบ้าก็ตาม...ซึ่งเง็กก็วิ่งมาจนถึงหน้าผาได้สำเร็จ และพยายามจุดไฟเผาหุ่นจนสำเร็จ ทำให้ย้งเข้าใจแล้วว่าเมียตนรักตนแค่ไหน นั่นคือการคลี่คลายของ Climax แรก และต่อด้วย Climax ที่ 2 ทันทีแบบสายฟ้าแลบ เมื่อย้งนึกขึ้นได้ว่า ตนต้องรีบกลับไปที่บ้านเพื่อทำลาย จม ขอหย่า และไปอยู่กับเง็กในฐานะสามีที่ดี ให้ทันก่อนที่เง้กจะถึงบ้าน ดังนั้น Falling action หลังไคลแมกซ์แรกจะสั้นมากๆ (ช่วงเวลาไม่กี่วิ ที่ย้งปลื้มและซาบซึ้งในหัวใจรักที่เง้กมีต่อตนเองนั่นแหละครับ Falling action) และต่อด้วย Double climax ทันที ซึ่งย้งก็พยายามกลับบ้านทุกวิถีทางให้ไวกว่าเง็ก แล้วคนดูก็ต้องลุ้นต่อว่ามันจะไปถึงทันไหม ซึ่งก็จบลงด้วยดีเช่นกัน - -

ทีนี้หากต้องการทำ Triple และ Quadruple จะเริ่มยากแล้วครับ ขออธิบายด้วย Triple จากเรื่อง Brother war อันเป็น Serie ของการ์ดที่ผมเล่นละกัน

เรื่องราวเริ่มขึ้นจากพี่น้อง 2 คน เออซ่า กับ มิชชรา ถูกแม่เลี้ยงใจร้ายฮุบสมบัติไล่ออกจากบ้าน จึงไปเรียนวิชากับนักโบราณคดีหญิงชรานามโทคาเซีย และอาศัยอยู่กับโทคาเซีย ทั้ง 3 ค้นคว้าซากโบราณด้วยกันจนพบอารยธรรมเก่าของพวก Trans และ Phyrexien จนวันหนึ่งมิชชราไปได้หินประหลาดมา ซึ่งสามารถทำให้เป้าหมายที่โดนลำแสงจากหินนั้นหมดพลัง และฝ่อตายได้ในที่สุด ขณะที่เออซ่าก็ได้หินที่ตรงข้ามกันมาแทน และมิชชราก็เริ่มเปลี่ยนไป รวมถึงความสัมพันธ์ของทั้ง 2 พี่น้องที่เริ่มแตกร้าว จนในที่สุดพวกเขาก็สู้กันด้วยเวทมนต์ที่โทคาเซียสอนให้ และเป็นเหตุให้โทคาเซียที่เข้ามาห้ามต้องตาย
เออซ่าโกรธมิชชรามาก ตัดขาดพี่น้องและเป็นศัตรูกับมิชชราตั้งแต่นั้น เผอิญเขาโชคดีได้องค์หญิงเคล่ามาเป็นภรรยาจึงได้กำลังทหารจากท่านเจ้าเมือง ส่วนมิชชราก็ได้ไปเป็น อาจารย์ ของลูกชายหัวหน้าโจรทะเลทราย และทั้งคู่ก็รบกัน จนถึงไคลแมกซ์แรกคือการตัดสินระหว่างเออซ่ากับมิชชรา เออซ่าสามารถจัดการกับมิชชราได้ แต่นั่นก็ทำให้เขาทราบว่าแท้จริงมิชชราตายไปนานแล้ว ศัตรูของเขาที่อยู่ในร่างน้องชายเขาคือปีศาจนาม Yawgmoth (อ่านไม่ออก เลยพิมพ์ทับศัพท์แทน + + ) ซึ่งมันยังไม่ตาย...เออซ่าจึงตามไปถึงเมืองปีศาจจักรกล Pherexien เพื่อแก้แค้น Yawgmoth ซึ่งแน่นอนเจ้า Yawgmoth คือตัวปัญหาที่สอง แต่ไคลแมกซ์ที่สองยังไม่เริ่ม Yawgmoth แค่ถูก Expose ออกมาแค่นั้น และพอเออซ่าลงไปที่ Phyrexien จริง ก็สู้กับ Yawgmoth ไม่ได้ เผอิญมีหญิงสาวคนหนึ่งนามว่า Xancha เป็นเผ่าเดียวกับ Yawgmoth แต่ถูกล่าสังหารด้วยข้อหาว่า เธอไม่ยอมทำชั่ว.. - -
เออซ่าจึงตัดสินใจพา Xancha หนีข้ามมิติแบบไร้จุดหมาย ทำนองบอกกับ Yawgmoth ว่า " ฝากไว้ก่อนเถอะ...!! " แน่นอน Yawgmoth ก็ไม่อยากให้เออว่ามาเอาคืนเท่าไหร่นักหรอก พอทราบว่า เออซ่ากับซันช่า หนีไปพักฟื้นที่อาณาจักรนางฟ้า (Serra realm) จึงส่งกองกำลังไปกวาดล้าง ทำให้เหล่านางฟ้าและนักบุญถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก โดยที่เออซ่าไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือพวกนางฟ้าเลย ทำให้หัวหน้านางฟ้าระดับ Arch angel นาม Radiant แค้นเออซ่ามาก ถือว่าเออซ่าเป็นคนไม่รู้จักบุญคุณคน พอเธอได้เป็นประมุขคนต่อไปของอาณาจักร จึงตั้งตัวเป็นศัตรูกับเออซ่าทันที (เป็น Triple) และเออซ่า ก็ต้องปะทะกับเรเดียนก่อน ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของเออซ่า ที่จับนางฟ้าและนักบุญทั้งหมด รวมถึงอาณาจักรนางฟ้าผนึกลงไปในหิน Power stone ส่วนเรเดียนที่เออซ่าไม่อาจผนึกได้ ก็แย่งหินกับเออซ่า จนหินเกิดการระเบิด (ทำนองปืนลั่น) ใส่เรเดียนตาย... - -
หลังจากเรเดียนตายไป เออซ่าก็กลับมาโลกมนุษย์และค้นคว้าสร้างสุดยอดอาวุธพิชิต Yawgmoth จนสำเร็จ และในตอนจบ Legacy Weapon ของเออซ่าก็ยิง Yawgmoth ตายสมใจเออซ่า แต่ก็ต้องแลกด้วยชีวิตเออซ่าเช่นกัน...

เป็นตัวอย่างของ Triple Climax นะครับ ซึ่งผู้เขียนเขามีการยืดเรื่องด้วย Falling action และ Anti climax ทำให้ไคลแมกซ์ทั้ง 3 ขั้นไม่กระเทือน Vibration จนสาสามารถแต่งต่อไปได้ยาวๆ

ซึ่ง ตย แอนตี้ไคลแมกซ์ที่ชัดเจนที่สุดคือ

1. เออซ่า บุกลงไปใน Phyrexien ครั้งแรกแล้ว แต่สู้ Yawgmoth ไม่ได้ ก็ไม่ฝืน ถือคติวันพระไม่ได้มีหนเดียวแล้วหนี...Climax ตัดสินเออซ่ากับ Yawgmoth ที่ควรจะเกิดจึงกลายเป็น Anti climax ไป ตามด้วย Falling action ที่เออซ่าไปพักฟื้นบำบัดตัวที่เมืองนางฟ้า
2. พอ Yawgmoth ทราบก็เกิด Rising action ที่ Yawgmoth ส่งกองทัพปีศาจไปโจมตีอาณาจักรนางฟ้าเพื่อปลิดชีพเออซ่า แต่เออซ่าไม่สู้ เอาแต่ซ่อน - - (ก็ยังไม่มีอาวุธที่ต่อกรได้นิ นางฟ้าสู้ปีศาจไหวก็สู้ไปดิ เออซ่าตอนนั้นคงคิดงั้น - - ) เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นจึงถูกปิดผนึกโดย Anti climax ให้กลายเป็นเพียง Crisis (เพราะไม่สะเทือนเออซ่า) และผลของการตัดสินใจของเออซ่าในครั้งนั้นก็ทำให้เออซ่าได้ศัตรูถาวรคนที่ 3 คือเรเดียน (ซึ่งคนเขียนก็รีบฆ่าเรเดียน อันน่าจะมาจากสาเหตุที่กลัวว่า Triple จะส่งผลให้ตนเองไม่อาจคอนโทรล Vibration ของเรื่องได้ดีพอ จนอาจกระทบกระเทือนถึง Treatment ทำให้เรื่องไม่ Smooth คือแข็ง ไม่สมจริงและไม่น่าติดตาม เขาจึงรีบให้เรเดียนตัดสินกับเออซ่าและพ่ายแพ้ต่อเออซ่าครับ)

ไม่รู้ว่าอธิบายพอใช้ได้ไหม... - - ถ้าไม่เข้าใจไรอีกถามได้นะครับ (จะพยายามตอบ)


Top
 Profile  
 
Display posts from previous:  Sort by  
Post new topic Reply to topic  [ 3 posts ] 

All times are UTC + 7 hours


Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests


You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot post attachments in this forum

Search for:
Jump to:  
cron